คอลัมน์  ห้องศิลป์
โดย..หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์  บริพัตร       

กว่าจะมาเป็น...ศิลปิน

      ดิฉันสนใจเรื่องการวาดภาพมาตั้งแต่เล็กๆ และก็วาดภาพมาเรื่อย ระหว่างที่อยู่เมืองนอกก็ได้เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วไป ของยุโรป กลับมาเมืองไทยก็พอสอนได้ และได้ทำตำราให้นักเรียนเรื่องศิลปะประวัติตะวันตก สอนได้ 2 ปี ก็ได้ลาออกไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัย Sorbone และทำดอกเตอร์ในอักษรศาสตร์ฝรั่งเศสแล้วไปอยู่สเปน ไปทำดอกเตอร์ทางศิลปะการวาดภาพจีนโบราณ สมัยนั้นสเปนยังอยู่ในความควบคุมของมองโกล เขาไม่ได้เปิดประตูให้อาจารย์ต่างประเทศเข้ามาสอนมากนัก ดิฉันก็เลยได้สอนเรื่องวัฒนธรรมตะวันออกที่มหาวิทยาลัยมาดริกเป็นเวลาประมาณ 2 ปี  เพราะไม่มีคนที่เชี่ยวชาญ ในสมัยนั้นก็ได้สอนนักเรียนชั้นพิเศษที่เข้ามาเรียนต่อ

      ต่อจากนั้นก็กลับมาอยู่ที่ปารีส 5 ปี เพื่อนที่คบโดยมากเป็นนักศึกษาหรือศิลปิน และก็ได้วาดภาพมากขึ้น วันหนึ่งก็มีคนมาชวนเข้ากรุ๊ป คือ การเปรียบเทียบ ซึ่งเขาเคยมาเมืองไทยด้วย แต่ครั้งนี้เขาจะโชว์ที่ Museum of moutan art ที่ปารีส เพื่อชวนไปเข้ากรุ๊ป  Museum of moutan art เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้โชว์รูปต่อจากนั้นก็ได้โชว์ร่วมกับเขาทุกปี ทำได้ 2-3 ครั้ง และเพื่อนในกรุ๊ปนั้นก็ชวนไปเข้ากรุ๊ปโชว์ที่ Gallery เล็กๆ ที่ปารีส มีการทำรูปจิ๋วประมาณ 30-40 คน งานนี้รูปฉันได้ขายรูปออกเป็นรูปแรก ก็ทำให้ภาคภูมิใจมากและอยากทำการวาดภาพต่อไป และฉันก็ลองถามเขาว่าถ้าเราอยากจะมีรูป One man show ใน Gallery เขาจะรับไหม เผอิญเขาบอกว่ารับ ความจริงตอนนั้นก็มีรูปไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็รีบทำรูปเพราะมีกำลังใจ จะได้โชว์กับเขา เมื่อได้โชว์ครั้งแรกก็ขายได้ดี และก็มีหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในปารีส นำไปลงคอลัมน์เขียนให้ดี ทาง  Gallery ก็พอใจขอให้ทำงานร่วมกันต่อไป สมัยนั้นทาง  Gallery เป็นคนตั้งราคา เป็นคนขาย เสร็จแล้วแบ่งกัน 50 %  ดิฉันก็ทำงานกับเขาต่อไปอีก 15 ปี

     ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เพราะว่าดิฉันไม่ชอบอยู่ในเมือง โดยตั้งใจจะหาบ้านนอกเมือง และก็ได้บ้านอยู่ใน Annot ซึ่งเป็นบ้านนอกแท้ๆ ของฝรั่งเศส อยู่ในป่า และอยู่ไกลบ้านคนอื่นมาก มีที่สำหรับเลี้ยงสิงสาราสัตว์มาก สัตว์ที่ดิฉันชอบ  เช่น นก หมา แมว ฯลฯ ได้ยินเสียงนกร้องเมื่อมาอยู่ที่ Annot แล้ว ดิฉันก็ทำงานต่อกับ Gallery ในเมือง เริ่มที่ Nice ฯลฯ ที่มากที่สุดก็ที่ Monaco  เป็นเวลาประมาณ 20 ปี

     ตอนนี้พยายามสะสมรูปมากกว่าให้เป็น Collection ได้ออกตามพิพิธภัณฑ์ เพราะว่าทำงานกับ Gallery จะต้องมีรูปเล็กให้เขามากๆ และก็มีอะไรที่เขาไม่ชอบ เช่น เรื่องความตาย ซึ่งเราทำให้เขาไม่ได้ เราจะชอบทำเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย เวลานี้อยากทำรูปใหญ่ๆ ซึ่งจะกินเวลาถึง 2 ปีกว่า  จึงทำงานกับ Gallery ต่อไปไม่ได้ อยากทำงานกับพิพิธภัณฑ์เท่านั้น ดิฉันก็โชคดีเรื่องการติดต่อกับพิพิธภัณฑ์ที่ส่วนมากเป็นเพื่อนที่เคยทำงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง นักหนังสือพิมพ์ซึ่งเคยร่วมงานกันจะติดต่อให้ เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ได้ออกโชว์ที่พิพิธภัณฑ์เมือง Monaco พิพิธภัณฑ์นี้เป็นตำหนักเก่าของพระราชวงศ์โมนาโค เป็นวังที่สวยงาม ในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งเข้ากับรูปดิฉันได้ดี และก็มีคนนำไปเขียนในคอลัมน์เขียนให้ดีเช่นเดียวกัน  ความจริงดิฉันไม่ตั้งใจขายรูปเท่าใดนัก ทำเป็นวินัย นอกจากจะมีใครสั่งเป็นพิเศษอย่างสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ หรือคนไทยบางคนที่กรุงเทพฯ ที่สนใจในงาน

   เราทำงานกับพิพิธภัณฑ์ เขาจะออกค่าใช้จ่ายให้แต่จะไม่ขายให้ คือ เป็นการให้เกียรติเราเท่านั้น ดิฉันมีแผนว่าจะโชว์ภาพต่อไปในพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่แน่ใจว่าที่ไหน จะเห็นว่าการอยู่เมืองนี้ไม่ได้มีชีวิตทางสังคมเลย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้านายเมืองไทย อาจจะเป็นการเห็นแก่ตัวนิดหน่อย แต่ก็มีญาติที่ทำงานแทนดีกว่า ดีกว่าเราจะทำเองได้ เพราะดิฉันเองถือว่าไม่มีพรสวรรค์  อย่างหนึ่งก็มีหน้าที่จะต้องทำ ต้องมีวินัย ทำงานอย่างน้อย 5-6 ชั่วโมง และดิฉันก็โชคดี มีเพื่อนดี ข้าหลวง มหาดเล็กดี ทั้งฝรั่ง ทั้งไทย คอยช่วยเหลือปกป้องไม่ให้มีภาระมากมาย ทำให้เก็บเวลาทำงานวาดรูปได้ อยากจะพูดกับนักศึกษาที่ตั้งใจจะเป็นจิตรกรต่อไปว่า การเป็นศิลปินไม่ใช่ของง่าย เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นอาชีพจริงๆ จะเป็นการสมัครใจ รักงาน และมีพรสวรรค์ การหาเงินก็ยาก หาความรู้จักนับถือจากคนก็ยาก เราต้องเริ่มต้นด้านนึกคิดว่าตนเองเป็นช่าง ให้รู้จักการเขียนที่ดี เขียนอย่างธรรมดาได้ จึงจะมีสิทธิ์เขียนอย่างเลอะเทอะหรือตามสมัยแฟชั่นตามที่ตัวเองเลือก สำหรับดิฉันเองไม่คิดเขียนตามสมัยเลย จะเขียนในเรื่องเก่าแก่ของมนุษย์ เป็นเรื่องที่มนุษย์มีความสนใจ ตั้งแต่มีศิลปะ ด้านวรรณคดี  ดนตรีฯลฯ  ซึ่งเป็นศตวรรษมาแล้ว มีชีวิต ความตาย ความฝัน ธรรมชาติ รวมถึงสัตว์  ดอกไม้ ต้นไม้ ทั้งทุกอย่างที่มี ที่ทำให้คนสนใจแต่อธิบายไม่ได้ ทำให้เกิดเรื่องนิยายต่างๆ อาจจะเปลี่ยนชื่อนิยาย แต่ก็เรื่องเดียวกันเสมอไป อีกอย่างก็คือความรัก จะเป็นความรักระหว่างเพศ หรือ มนุษย์กับสัตว์ก็ต้องจากธรรมชาติ มันเป็นเรื่องเก่าของธรรมชาติ แต่ก็มีคนเขียนใหม่มาเยอะ แต่ว่าไม่โบราณ เพราะเราเขียนตามความรู้สึกของเราใหม่ได้ ขอให้ตัวอย่างเป็นในรูปท้ายๆ ที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินาถ รับสั่งให้ดิฉันทำจะเป็นรูปฤดูต่างๆ เช่น Spring , Summer  , Atumn , Winter สำหรับหน้าหนาวดิฉันก็ใช้ฟิล์มเก่าอยู่ในเพลงของนักดนตรี Simbo ศตวรรษที่ 19 เรื่องหญิงสาวและความตายในเพลงนั้น เรื่องหญิงสาวไม่อยากตาย เพราะยังเป็นสาวสวยอยู่ แต่ความตายก็บอกว่า ฉันไม่ได้โหดร้ายขอให้นอนหลับในอ้อมแขนฉัน ในรูปที่เล่ามาจะมีรูปโครงกระดูกอยู่ในรูป และมือถือดอกฝิ่นเพื่อจะให้นางสาวนั้นนอนหลับสบายตามที่เขาพูด อีกอย่างดิฉันคิดว่าศิลปะทุกอย่างมันจะโยงกันเพราะฉะนั้นหาความรู้ได้ทางวรรณคดี ดนตรี และศิลปะทุกชนิดมาช่วยเพิ่มความฝันของเรา จะช่วยทำให้มีความคิดสร้างสรรค์วาดรูปมากขึ้น  

 


 

 


 

 
 
 
 
 

 

 

หน้าแรก | ประวัติ | เรือนไทย ๘ หลัง | พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง | ห้องศิลปนิทรรศมารศรี | หอเขียนลายรดน้ำ | เรือพระที่นั่งเก้ากึ่งพยาม
ข่าวประชาสัมพันธ์ | สมัครสมาชิก | แผนที่ | กระดานถาม-ตอบ | สมุดเยี่ยม | ส่งการ์ด | English Version

 

 

Copyright © 2001, All Right Reserved by Suan Pakkad Palace.